เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 27 พฤษภาคม 2026 at 17:12.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,129
    ค่าพลัง:
    +26,929
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,129
    ค่าพลัง:
    +26,929
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ตี ๓ ครึ่งของทุกวัน ตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เป็นต้นมา กระผม/อาตมภาพจะลงสอนกรรมฐานให้แก่ผู้เข้ารับการอบรมพระวิปัสสนาจารย์ประจำสำนักปฏิบัติธรรม ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔ ทุกเช้า ต้องบอกว่าเป็นการ "เทหมดกระเป๋า..!"

    แต่ก็น่าเสียดายที่ว่าส่วนหนึ่งนั้นยังไม่สามารถที่จะเอาชนะกิเลสได้ ก็คือไม่สามารถที่จะมาเริ่มกรรมฐานตอนตี ๓ ครึ่งได้ ส่วนใหญ่จะมาถึงก็ประมาณเกือบจะตี ๔ หรือว่าตี ๔ ไปแล้ว เรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตำหนิกัน เนื่องเพราะว่าบุคคลที่มีโอกาส แต่ด้วยความที่กิเลสมีอำนาจเหนือใจ จึงละทิ้งโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

    กระผม/อาตมภาพมั่นใจว่า ภายในวงการสงฆ์ไทยปัจจุบันนี้ บุคคลที่สามารถสอนกรรมฐาน ๔๐ กองรวบยอดอยู่ในการสอนครั้งเดียว อย่างที่กระผม/อาตมภาพสอนให้กับบรรดาท่านทั้งหลายอยู่นี้ น่าจะหาไม่ได้ หรือถึงจะหาได้แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน จึงเป็นอะไรที่น่าเสียดายมาก เนื่องเพราะว่าเราไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องกำหนด ไม่ต้องจดจำ ไม่ต้องเพียรพยายาม แค่วางกำลังใจและปฏิบัติตามเสียงพูดไปก็เท่านั้นเอง..!

    ช่วงที่กระผม/อาตมภาพปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ ในสมัยเป็นฆราวาส จะทำตนเป็นฟองน้ำ ก็คือใครกล่าวถึงวิธีการปฏิบัติแบบไหนแล้วได้ผล จะปรับกำลังใจตนเองตามไป และได้ผลเหมือนเขาภายในไม่กี่นาที จึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้แบบทางลัด ก็คืออาศัยประสบการณ์ของคนอื่น มาเสริมตนเองให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ด้วยความที่ว่าส่วนใหญ่แล้วก็ยังห่วงกิน ห่วงนอน ในเมื่อยังห่วงเรื่องพวกนี้อยู่ โอกาสที่ท่านทั้งหลายจะหลุดพ้นจากกองกิเลส จึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง..!

    การปฏิบัติธรรมนั้นเขาต้องเอาชีวิตเข้าแลก เนื่องเพราะสายวัดป่าท่านกล่าวไว้จนติดปากว่า "ธรรมะอยู่ฟากตาย" ก็คือถ้าเราไม่สามารถตัดใจสละชีวิตของตนเองได้ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงธรรมได้อย่างแท้จริง เนื่องเพราะว่าตราบใดที่ยังรัก ยังหวง ยังห่วงร่างกายนี้อยู่ ตราบนั้นเราก็ตัดอะไรไม่ขาด..!

    เมื่อเสร็จสิ้นจากการเจริญพระกรรมฐานและทำวัตรเช้าแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ออกบิณฑบาตตามปกติ แต่ว่าตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙ นี้ เป็นต้นมาก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินบิณฑบาต จากการข้ามลำรางสาธารณะด้านทิศใต้ของวัด ผ่านที่ดินของป้าตุ่น (นางสาวบุญสนอง บุญยงค์) ประธานชุมชนคุณธรรมวังท่าขนุน ทะลุพื้นที่ของหมวดการทางทองผาภูมิ ไปขึ้นถนนสาย ๓๒๓ ข้างร้านอาหารครัวแปดริ้ว ตรงบริเวณหัวสะพานคอนกรีตข้ามแม่น้ำแควน้อย

    แล้วก็เดินตามถนนสายกลาง หรือที่บางคนเรียกว่าถนนเทศบาล โดยอ้อมเข้าไปในบริเวณซอยโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ก่อนที่จะกลับออกมาถนนใหญ่ มุ่งตรงไปจนถึงกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ ๑๓๕ แล้วจึงวนกลับมาเข้าซอยของบ้านวังลังกา ทะลุออกมาทางข้างร้านของจ่าสิบตรีเฉลิมพล รูปคมสัน หรือที่เรียกกันติดปากว่า "จ่าแดง" ที่เปิดเขียงหมูอยู่
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,129
    ค่าพลัง:
    +26,929
    จากนั้นก็เลี้ยวขวาออกมาจนกระทั่งถึงถนนใหญ่ บริเวณข้างป้อมตำรวจ หรือป้ายรถเมล์ แล้ววนซ้ายกลับเข้ามาทางตลาดสดเทศบาล เดินวนในตลาดเทศบาลแล้วก็โผล่มาออกซอยปุษยวานิช หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "ซอยธรรมะ" จากนั้นก็เดินกลับวัดท่าขนุนทางสะพานแขวนหลวงปู่สาย ก็คือข้ามแม่น้ำแควน้อยทางสะพานคอนกรีตใหญ่ แล้วข้ามแม่น้ำแควน้อยกลับวัดทางสะพานแขวนหลวงปู่สาย

    แต่ว่าตั้งแต่วันที่ ๒๓ นี้ เป็นต้นมา ทางหมวดการทางทองผาภูมิเอาลวดหนามมาขึงขวางทางเดิน ติดป้ายไว้ว่า "สถานที่ราชการ บุคคลภายนอกห้ามเข้า" กระผม/อาตมภาพจึงต้องเปลี่ยนเส้นทางในการบิณฑบาต "ป้าตุ่น" ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ติดกับหมวดการทาง จะไปโวยวายให้พระสามารถใช้เส้นทางได้ตามเดิม เนื่องเพราะว่าบิณฑบาตเส้นนี้มา ๔๐ - ๕๐ ปีแล้ว

    กระผม/อาตมภาพห้ามเอาไว้ บอกว่าป้าอย่าไปซ้ำเติมเขาเลย ถ้าหากว่าบุคคลที่จิตใจมืดบอด ไม่เห็นคุณงามความดีในสะมะณานัญจะ ทัสสะนัง คือการเห็นซึ่งสมณะ แล้วเราไปโวยวายเพิ่มขึ้น อาจจะทำให้จิตใจของเขายิ่งหยาบกร้าน และตกต่ำหนักเข้าไปอีก จะกลายเป็นการซ้ำเติมเขาเสียเปล่า ๆ..!

    เราก็แค่เดินออกทางสะพานแขวนหลวงปู่สาย เลี้ยวซ้ายข้างสโมสรตำรวจ ผ่านศูนย์บริการนักท่องเที่ยว กลับมาทางด้านถนนใหญ่ซุ้มประตูเทศบาลตำบลทองผาภูมิ แล้วรับบาตรย้อนกลับขึ้นไปเส้นทางเดิมก็แค่นั้นเอง แถมยังดีเสียอีก เนื่องเพราะว่าการเดินผ่านไร่ของป้าตุ่น และพื้นที่ของหมวดการทางนั้น เราจะต้องเดินผ่านพื้นดินธรรมดา ซึ่ง
    ในหน้าฝนแบบนี้จะเป็นโคลนเลอะเทอะเฉอะแฉะ โดยเฉพาะพื้นที่ "ฝนแปด แดดสี่" แบบอำเภอทองผาภูมิของเรา การเดินเส้นทางใหม่ทำให้เท้าสะอาดกว่าเสียด้วยซ้ำไป..!

    ก็เลยทำให้ป้าตุ่นพูดไม่ออก เนื่องเพราะว่ากระผม/อาตมภาพไม่มีอารมณ์ที่จะไปทะเลาะกับใคร ประมาณภาษิตจีนที่ว่า "สวรรค์มีทางไม่ยอมไป นรกไร้ประตูกลับตะกายมา" ก็ต้องเปลี่ยนจากเมตตากรุณามาเป็นอุเบกขาแทนเท่านั้น..!

    เมื่อกลับมาฉันเช้าเรียบร้อยแล้ว ก็ได้มาให้ข้อคิดกับบรรดาผู้เข้าอบรมพระวิปัสสนาจารย์ จน ๘ โมงครึ่ง จึงได้ถวายหน้าที่ให้กับพระวิปัสสนาจารย์ผู้ร่วมโครงการ นำผู้เข้าอบรมปฏิบัติธรรมช่วงสาย ตัวกระผม/อาตมภาพเองมาต้อนรับคณะของ พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผู้กำกับกองตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี ที่ได้นำเอาพระพุทธรูป ซึ่งสร้างเพื่อเอาไปประจำที่กองบัญชาการตรวจคนเข้าเมือง กรุงเทพมหานคร บอกว่า "ท่านผู้บัญชาการสั่งมาว่า ถ้าหากว่าหล่อพระเสร็จแล้ว อย่างไรก็ต้องให้หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุนเสกให้ก่อน"

    เมื่อยกมาถึง กระผม/อาตมภาพถึงได้เข้าใจ เนื่องเพราะว่าหล่อเป็นสมเด็จองค์ปฐมนั่นเอง กระผม/อาตมภาพจึงอธิษฐานจิตเจิมให้ รู้สึกว่าทุกคนจะหน้าชื่นตาบานไปตาม ๆ กัน ถึงขนาดขอถ่ายวิดีโอ เพื่อรายงานท่านผู้บัญชาการด้วย
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,129
    ค่าพลัง:
    +26,929
    เมื่อส่งท่านกลับแล้ว ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ร้อยโท ดร.บรรจบ บรรณรุจิ (ราชบัณฑิต) ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ เคยสอนกระผม/อาตมภาพมาก่อน ก็ได้เดินทางมาถึงตามนัด ถามท่านว่า "ท่านอาจารย์มีเรื่องอะไรหรือ ?" ท่านบอกว่าท่านไปโดนไสยศาสตร์มา ความจริงท่านอาจารย์นั้นเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยคตั้งแต่สมัยยังเป็นสามเณร เรื่องพวกนี้ ถ้าไม่ใช่มั่นใจแล้วจะไม่เอ่ยปากกับใคร..!

    กระผม/อาตมภาพจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้น วันเสาร์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๙ นี้ ให้ท่านอาจารย์มาเข้าพิธีรับยันต์เกราะเพชรที่วัดท่าขนุน ถ้าอาการหนัก ไม่สามารถที่จะเดินทางมาได้ ก็ให้ตั้งใจรับอยู่ที่บ้าน แล้วอธิบายให้ฟังว่า กรรมฐานที่กระผม/อาตมภาพสอนให้บรรดาพระวิปัสสนาจารย์ท่านแผ่เมตตา จนกระทั่งสามารถครอบคลุมทั้งโลกได้ภายในพริบตาเดียวนั้น ก็คือลักษณะคล้ายคลึงกับการอาราธนาบารมีพระ สงเคราะห์เป็นยันต์เกราะเพชรให้กับผู้คนทั้งโลก ใครที่มีความเคารพและรับได้ตรงเวลา ก็จะได้รับยันต์เกราะเพชรไปป้องกันตัว

    แต่ดูแล้วว่าท่านอาจารย์อาการค่อนข้างจะหนัก กระผม/อาตมภาพจึงไปค้นเอาน้ำมันชาตรีรุ่นเก่าตั้งแต่ยุคแรกของหลวงพ่อฤๅษีฯ มาให้ แค่เห็นใบฝอยที่กลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม แล้วก็แทบจะกรอบหลุดเป็นชิ้น ๆ ท่านอาจารย์บรรจบก็ทำท่าขนลุกขนพอง กระผม/อาตมภาพแจ้งว่า "ท่านอาจารย์อ่านแล้วปฏิบัติตามนั้นไปเลย ถ้าหากว่าหายแล้วก็แล้วไป ถ้าไม่หาย วันที่ ๑๔ พฤศจิกายนนี้ ค่อยมารับยันต์เกราะเพชรที่วัดท่าขนุน"

    โดยเฉพาะปีนี้ได้รับคำสั่งให้ทำครั้งเดียว เป็นช่วงที่สงครามทะลุจุดเดือดเสียด้วย ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพระท่านต้องการจะอาศัยกำลังใจของคนหมู่มาก ไปบรรเทาเรื่องร้ายหนัก ๆ เหล่านั้น หรือว่าไปป้องกันแค่ประเทศพระพุทธศาสนากันแน่ แต่กระผม/อาตมภาพไม่ใช่คนขี้สงสัย ท่านสั่งอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น

    เมื่อส่งท่านอาจารย์กลับแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ต้องเดินทาง เนื่องเพราะว่าพรุ่งนี้ต้องไปร่วมพิธีในการตอกเสาเข็มอาคารเรียนของโรงเรียนวินิตศึกษา ในพระราชูปถัมภ์ของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดลพบุรี ซึ่ง
    ออกมาเป็นฎีกาหลวง ใช้พัดยศเสียด้วย ไม่สามารถที่จะให้ผู้อื่นไปแทนได้ โดยเฉพาะงานของเขาอยู่ในช่วงเช้ามาก จึงต้องเร่งเดินทางเสียแต่เนิ่น ๆ จึงมาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนสำหรับทุกท่านเอาไว้ก่อน

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมทั้งหลายแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...