"ผีกินผี" (หลวงปู่จันทา ถาวโร)

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย วิริยะ13, 3 เมษายน 2025 at 04:50.

  1. วิริยะ13

    วิริยะ13 สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    3,116
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,590
    ค่าพลัง:
    +12,757
    1หลวงปู่จันทา ถาวโร (7).jpg

    .
    "ผีกินผี"

    " .. จากนั้นในช่วงฤดูแล้ง (ปี ๒๔๙๖) ได้ไปเจริญสมณธรรม อยู่ที่ถ้ำเป็ด ภูเหล็ก อ.สว่างแดนดิน (ปัจจุบันเป็น อ.ส่องดาว) จ.สกลนคร ไปกับหลวงพ่อไค ๆ เป็นคนภูไทนะ เขารู้ภาษาไทยโลั

    พอค่ำมา ๑ ทุ่ม ได้ยินเสียงร้อง "อาวอึ้ก...ๆ...ๆ" เหมือน วัวมันร้อง ก็ถามหลวงพ่อไค ว่า "นี้เสียงอะไร" หลวงพ่อไคก็ว่า "นี่แหละเสือเหลือง มีเสือเหลืองอยู่ คู่หนึ่งมันอยู่เขตนี้" ที่มันอยู่คือ ถ้ำแกลบ ภูเหล็ก "มันไม่กัดเราบ่" หลวงพ่อไคก็ว่า "โอ .. ก็ไม่รับรองเหมือนกันแหละเวัย"

    นั้นแหละ "ก็เลยตั้งใจว่าจะไม่นอนทั้งกลางวันและกลางคืน ตั้งใจเจริญธรรมอยู่อย่างนั้น" ฉันข้าวแล้ว ก็ไม่ฉันมากนะ ฉัน ๓ คำ เท่านั้นแหละ คำน้อย ๆ เท่าหัวแม่มือ แล้วก็หยุด หลังฉันข้าวแล้วก็ "เดินจงกรมไปจนเที่ยงวันก็หยุดยืน ยืนนานไม่ได้ ยุงมันมี แล้วก็เดินต่อไปจนถึงบ่าย ๔ บ่าย ๕ บ่าย ๖ จึงหยุด" ปัดกวาดเสนาสนะและสถานที่ต่าง ๆ ทำกิจวัตรเสร็จแล้วก็ไปอาบนํ้า

    ต่อแต่นั้น "ก็มาเดินจงกรมต่อ วันนั้นเดินตั้งแต่ ๖ โมงเย็น ไปจนถึง ๕ ทุ่ม เสียงภูเขาเหล็กใหญ่นั้นมันดังสนั่นหวั่นไหว" เหมือนกับว่าจะถล่มทลาย แต่หอมกลิ่นธูปเทียน "อันนี้ มันเสียงอะไรหนอ" พอหยุดเดินจงกรม แล้วเข้าที่กราบ "พุทโธ ธมโม ลังโฆ"เสร็จแล้ว ไหวัพระ "อรหัง สัมมา สัมพุทโร ภควาฯ"

    เสียงดับหมด เงียบสนิทดี ไม่มีอะไร "พอไหว้พระสวดมนต์ เสร็จแล้ว ก็เข้าที่อธิษฐานจิตตั้งมั่น จะนั่งภาวนาเจริญสมาธิธรรมบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เอาบุญฝึกหัดจิต ปลุกเสกจิตด้วยการ เจริญธรรม" จะนั่งนานเท่าไร

    "โอ .. เอาคืนยังรุ่งเลย" เพราะเราเดินจงกรมมาแล้ว "ก็นั่งตั้งแต่ ๕ ทุ่ม ๓๐ ไปจนแจ้งเป็นวันใหม่ ถ้าจะทำความเพียรน้อย มันก็ไม่เป็นไป" เพราะกิเลส ธาตุขันธ์ และบาปมันเหนียวแน่นมีกำลังมาก เราจะทำความเพียรอ่อน ๆ มันก็ไม่เป็นไป นี้ข้อสำคัญ

    "นั่งเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาวางหับมือซ้าย ทำกายใหัตรง ดำรงสติใหันั่นเฉพาะหน้า หายใจเข้าพุท ออก โธเท่านั้น" ไม่นาน จิตก็วาง พุทโธ "เมื่อจิตวางพุทโธแล้วก็รวมลงสู่ภวังคภพ ยันแน่นแฟัน อุปจารธรรม"

    ต่อแต่นั้นแสงสว่างกระจ่างแจ้งเกิดขึ้น ออกหน้า ออกตา ฮุ่งโร่สว่างดี "นี่แหละความสุขในขณะนั้น มันไม่มีสิ่งใดจะเปรียบเสมอได้" จากนั้นไม่นาน ก็มีเสียงร้องไหัมาจากป่าไม้ ตอนนั้นอยู่หน้าถ้ำเป็ด "พี่น้อง...มาช่วยฉันเถอะว้า ผีปอบมากินลูกฉัน ฉันคลอดลูกใหม่ ๆ ผีปอบมากินเลย"

    อ้าว .. มันอะไรกันมาอยู่ที่นึ่ ตั้งแต่ตอนกลางวัน ไม่เห็น มีอะไร โอ .. ดอนป่าไม้นี้ "มีผีอยู่ที่นั้นกลุ่มหนึ่งร้องเรียกบักทิดบักจารย์ มาช่วยกันขับไล่ผีปอบ" ผีเหล่านั้นก็ออกมาจากพุ่มไม้ กอไม้ ต้นไม้ตา ๆ เป็นปราสาทที่อยู่ มาแล้วก็ขับไล่กันทุกอย่างก็ไม่ออก

    "เมื่อไม่ออกแล้วทำอย่างไร หมดคาถาแล้ว คาถาของเรา" นี้แต่ก่อนก็คมกล้าดี ต่อมาระยะนี้มาอยู่กับผู้หญิง อาถรรพ์ของผู้หญิงนั้นกล้า คาถาดีเท่าไรก็เสื่อมหมด

    ฉะนั้น "จงไปขอนั้ามนต์ จากพระที่ท่านมาเจริญธรรมที่ถํ้านะ เพราะศีลของท่านดี ท่านไม่ได้อยู่กับผู้หญิง ไม่ได้กินเหล้าสุรานารีอะไร" ยายคนนั้น คนแก่ ๆ ดำ ๆ สูง ๆ ก็เลยเอาขันนั้ามาหา แล้วว่า "หลวงพ่อขอจงเมตตาช่วยเหลือข้าพเจ้าเถอะว้า ผีปอบกินลูกของอิฉันนะ คลอดบุตรใหม่ ๆ ผีมากินแล้ว" ก็เลยทำนํ้ามนต์

    "ให้ไชัคาถาธรรมพระไตร สรณคมน์ นั้นแหละ ให้เอาไปกิน พอกินแล้วก็อาเจียนออกเลย นั้นแหละผีมันออกแล้ว"

    จากนั้นพวกนี้ก็ กลับไปอยู่ตามถํ้าแคบ ๆ เล็ก ๆ ตามกอไม้ กอหญ้าต่ำ ๆ จึงถามว่า "ทำไมไม่ไปอยู่ในถํ้าใหญ่ ๆ"

    เขาตอบว่า "ไปอยู่ไม่ได้นะท่าน เข้าไปแล้วมันร้อน เหมือนไฟ เพราะสมัยที่มีภพชาติเป็นมนุษย์โน้น พ่อแม่พี่น้องปู่ย่า ตายายพากันนับถือผี" เมื่อถึงฤดูกาลก็บวงสรวงเช่นไหวผีหมอผีฟ้า ผีต่าง ๆ ทุกอย่าง

    "น้อมเอาผีมาเป็นที่พึ่งทั้งนั้น แม้ว่านักปราชญ์จะ ป่าวร้องเชิญชวนให้เข้ากัดฟังธรรม จำศีล เจริญภาวนา สร้างถนน หนทาง สร้างน้ำบ่อ ก่อศาลาก็ไม่ยินดี" ถือว่าพอ "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง มีพอแล้ว ไม่อดไม่อยากไม่ยากไม่จน" ใครย้งไม่พอก็ทำไปเถอะ

    "นั้นแหละ ฆ่าวัวฆ่าควาย กินเหล้ากินยาสุรานารี ไม่ถือ ผัวถือเมีย เสพกามกันไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าลูกเขาเมียใคร ไม่ถือกันทั้งนั้น" ดังนั้น "เมื่อตายแล้วพวกข้าพเจ้าจึงมาเกิดเป็นผีอยู่ที่นี่ ไปไหนมาไหนไม่ได้ ร้องไห้บ่นเพ้อละเมอใจ เป็นทุกข์ทรมาน หนอนเจาะของลับ น้ำเน่าไหล"

    อาศัยอยู่ในถ้ำแคบ ๆ "แสนทุกข์ยาก ลำบาก ครั้นเดือน ๔ เดือน ๕ ก็มีไฟไหม้ป่ามาต้องขนข้าวของหนี ฉิบหายทุกปีแหละท่าน"

    นั้นแหละ "เคยเห็นแต่ผีปอบกินคน แต่นี่ทำไมหนอผีจึงมากินผี" จึงกำหนดถามพระธรรม ๆ ก็พูดขึ้นมาที่ใจว่า "เจ้าอุ้มลุ่ม เจ้าผู้ตุ้มผ้าดำ แลนจะหนีไปลี้ ภูเขาถํ้าใหญ่ก็ดีถ่อน กรรมเวร เวรกรรม หากสินำซอกไซ้กินไส้บ่หร๋อเจ้าเอย" (คนใจบาปหยาบข้า ถึงจะหลบหนีไปอยู่ที่ใด บาปกรรมก็จะตาม ไปสังหารให้เดือดร้อนอาทรใจเสมอ)

    นั่นแหละ ไปเห็นมาอย่างนั่นก็สิ้นสงสัย "คนที่มีนิสัยเคยถือผีสางคางแดงมาแต่ครั้งเมื่อเป็นมนุษย์ เมื่อตายไปก็ไปเป็นผี ตกทุกข์ได้ยาก ถึงจะช่วยเหลือใหัพ้นทุกข์ มันก็ไม่สนใจหรอก"
    ควรที่จะมาขอรับพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ ก็ไม่มา "นิสัยเคยถือผีสางอย่างนั่น ถึงจะพ้นทุกข์ได้ก็ไม่อัศจรรย์อะไรหรอก นี่แหละโทษของการนับถือผีก็เป็นอย่างนั่น"

    นั่นแหละ ไปเห็นอย่างนั่นก็ได้ธรรมะคือ "คนที่นับถือผีเมื่อตายแล้วก็ไปเกิดเป็นผีอย่างนั่นแน่นอน จะไปมนุษย์หรือสวรรค์ไม่ได้ เพราะไม่มีศีลธรรมอันดีงาม มีแต่กรรมชั่วช้าลามก ศีอ โลภะ โทสะ โมหะฉาบทาจิตใจ ตายแล้วไปเกิดเป็นผีอย่างนั่น" นั่นแหละ ก็ได้ความสังเวชสลดใจ ได้วิชาปัญญาความรู้

    "เทวดาสาธุการ"

    เมื่อผีเหล่านั่นกลับไปหมดแล้ว "ในขณะที่นั่งภาวนาอยู่นั่น ไม่นานก็มีฝูงเทพบุตรเทพยดามาจากภูเขาใหญ่ รูปร่างสวยงาม เหมือนพระจันทร์รันเพ็ญ มาเป็นร้อย ๆ มา กราบไหว้" แล้วก็ขอรับพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ ก็เลยถามว่า "จะรับไปทำไม"

    เขาก็ตอบว่า "โอ .. เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่นะท่าน พวกข้าพเจ้า มีพระไตรสรณคมน์ ศีล ๕ ศีล ๘ และกรรมบถ ๑๐ ประจำชีวิต นั่นแหละ อบายจึงไม่ได้ไป ไฟนรกจึงไม่ได้ไหม้" มีแต่สุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไปล้วน ๆ

    ดังนั่น เมื่อเห็นท่านมาเจริญสมณธรรม "จึงพากันมาขอรับพระไตรสรณคมน์ และศีล ๕ เพื่อจะไม่ให้ ของเก่านั่นเศร้าหมอง" .. "

    "หนังสือ ๘๖ ปี"
    (หลวงปู่จันทา ถาวโร)
     

แชร์หน้านี้

Loading...